เด็กข้างถนน
คืนวันหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ข้าพเจ้าได้ไปในงานศพภรรยาของเพื่อน ที่คุ้นเคยรักใคร่นับถือกันมาก คืนนั้นมีสวดอภิธรรมหน้าศพ เจ้าภาพได้ตั้งศพไว้ที่บ้าน ข้าพเจ้าไปถึงก่อนพระสงฆ์จะมาสวดพระอภิธรรม หลังจากนำดอกไม้สดและธูปเทียน เข้าไปทำความเคารพศพตามประเพณีแล้ว ก็ออกมานั่งสนทนากับเจ้าภาพ และเพื่อนๆ ส่วนมากเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาก่อนที่ชานบ้าน ซึ่งเจ้าภาพจัดเก้าอี้ไว้สำหรับแขก จากนั้นแขกซึ่งจะมาเยี่ยมศพ และฟังสวดพระอภิธรรม ต่างก็แต่งกายไว้ทุกข์ ค่อยทยอยกันเข้ามาในบ้านทั้งชายและหญิง บ้างก็มีพวงหรีด บ้างก็มีช่อดอกไม้สด บางท่านก็มีพวงมาลัยมาด้วย เพื่อนข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าภาพกุลีกุจอออกไปต้อนรับ และนำไปห้องตั้งศพเพื่อทำความเคารพ
ข้าพเจ้ากำลังนั่งคุยกับเพื่อนสามสี่คน ด้วยเรื่องชีวิตเก่าๆ พอดีเห็นเจ้าภาพนำชายผู้หนึ่ง อายุล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว แต่ยังแข็งแรงท่าทางสง่า และแสดงว่าเป็นผู้มีใจดีเดินเข้ามา ข้าพเจ้าได้ยินแต่หางเสียงเจ้าภาพแต่ไกลบอกว่า
“โน่น เดี๋ยวผมจะแนะนำให้” ข้าพเจ้ามองดูด้วยความสงสัย ไม่ช้าเจ้าภาพได้นำชายผู้นั้นเดินเข้ามาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ และแนะนำขึ้นว่า
“ท่านผู้นี้อยากพบอยากรู้จัก เพราะสนใจในหนังสือ”
ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณท่านผู้นั้น เจ้าภาพได้แนะนำให้รู้จักทั่วกัน และเชิญให้ท่านนั่งร่วมสนทนากับข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ถึงเรื่องต่างๆ รู้สึกว่าเราเข้าใจและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หลังจากได้สนทนากันนานพอควรแล้ว ท่านผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“ผมมีเรื่องแปลก และเป็นคติอยู่เรื่องหนึ่ง แทบไม่น่าเชื่อ แต่ผมได้ประสบมาด้วยตนเอง จึงอยากจะพบคุณ เพื่อเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ครั้งแรกผมตั้งใจจดบันทึกแล้วส่งไปให้คุณ แต่พอจะเริ่มลงมือเขียนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร บังเอิญได้พบคุณในงานนี้ ผมดีใจมาก เพราะผมจะได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องนี้ให้คุณไป เพราะมันอัดอยู่กับผมมานานแล้ว ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือของคุณ ผมจึงคิดได้ว่า เรื่องของผมถ้าไม่มอบให้คุณมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้น”
ความจริงเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว คือ วันหนึ่งผมไปหาเพื่อนที่บางลำภู ประตูใหม่ ด้วยธุระบางอย่าง ขากลับเดินมาทางสะพานผ่านฟ้า พอขึ้นสะพานได้พบเด็กชายขายสลากกินแบ่งรัฐบาล กำลังชูสลากร้องขายว่า “เหลือใบเดียวครับ ใบเดียวๆ ๆ ครับ”
พอผมเห็นเด็กจึงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ตอนจวนสว่าง คืนนั้นผมเกิดฝันว่า ผมได้พบพระสงฆ์องค์หนึ่ง ขณะกำลังเดินไปที่แห่งหนึ่งพระองค์นั้นครองจีวรเรียบร้อยเป็นสง่า น่าเคารพนับถือ และมีเด็กคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย ท่านเดินตรงเข้ามาหาผม ในฝันนั้นผมยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพ ตามมารยาทของชาวพุทธ เพราะในที่นั้นไม่มีคนอื่นนอกจากพระสงฆ์ ผม และเด็กอีกคนหนึ่งเท่านั้น ผมถามท่านว่า
“ท่านจะไปไหนครับ”
ท่านยิ้มแล้วตอบว่า “อาตมาจะมาหาคุณ”
ผมสงสัยจึงถามท่านว่า “มีสิ่งใดที่กระผมพอจะรับใช้ท่านได้ ผมยินดี” ก่อนที่จะพูดท่านได้เหลียวหลังไปดูเด็ก แล้วหันมาพูดว่า
“อาตมาเอาเด็กมาให้”
พอท่านพูดจบเด็กก็เดินตรงมาหน้าผม แล้วทำท่าจะก้มลงกราบ ผมรีบกอดเด็กนั้นไว้ ด้วยความเอ็นดูก่อนที่เด็กจะก้มลงแล้วพูดว่า
“หนูมาอยู่กับฉันเถิด” ยังไม่ทันที่เด็กจะพูดอะไร ผมก็ตกใจตื่น เพราะนาฬิกาปลุกเกิดรัวดังขึ้น มองดูนาฬิกาตีห้าครึ่ง ผมตื่นขึ้นก็คิดว่าเป็นความฝันที่แปลกประหลาดมาก เป็นความฝันสั้นๆ ที่จำได้ติดหูติดตา ถ้าหากผมมีภรรยา ไม่ต้องสงสัยว่าความฝันนี้ต้องมีความหมายว่า ผมจะได้บุตรเป็นชายแน่ แต่ภรรยาผมได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว และผมก็ได้รับสัญญากับเธอ ก่อนที่เธอจะหมดลม ด้วยความรักและสงสารในความเป็นห่วงของเธอ กลัวทรัพย์สินที่ตกทอดมาถึงผม จะถูกภรรยาใหม่ผลาญ ผมจึงรับปากว่า ผมจะไม่มีภรรยาใหม่อีกในชาตินี้ เพื่อเธอจะได้หมดความเป็นห่วง ฉะนั้น การที่จะได้บุตรชายตามความฝันเป็นอันหมดหวัง ไม่ต้องคิดต่อไป
แต่พอเห็นเด็กชายขายสลากกินแบ่งจึงนึกได้ ผมจึงตกลงใจซื้อสลากใบนั้น แล้วเขียนลงไปในต้นขั้วว่า “เด็กให้ลาภ” เมื่อผมฉีกสลากออกจากต้นขั้ว แล้วก็หยิบเงินให้เด็กคนขาย เมื่อเด็กรับเงินแล้วก็พูดว่า
“ขอให้คุณโชคดีนะครับ” ผมนึกเอ็นดูจึงพูดขึ้นมาว่า
“ถ้าฉันถูกจะให้รางวัลเธอ แต่จะพบเธอได้ที่ไหนล่ะ”
เด็กยิ้มแล้วก็ตอบว่า “ผมอยู่แถวบางลำ ภูและสะพานผ่านฟ้านี่แหล่ะครับ”
ต่อจากนั้นผมไม่ได้สนใจอีก เพราะตามปกตินานๆ ผมจึงจะได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลสักครั้งหนึ่ง บางครั้งเมื่อออกสลากแล้วผมก็ลืมตรวจ ทิ้งไว้ตั้งสองเดือนจึงได้ตรวจ แต่ไม่เคยถูกเลย ครั้งนั้นในวันออกสลากผมได้ยินข้างบ้านเขาเปิดวิทยุฟังผลการออกสลาก ผู้อ่านประกาศตัวเลขเสร็จ แล้วก็ประกาศชื่อผู้ถูก บังเอิญผมได้ยินแต่ชื่อผู้ถูกว่า “เด็กให้ลาภ” ผมก็เกิดดีใจขึ้นมา แต่เลขที่ออกนั้นผมไม่ได้สนใจฟังแต่แรก จึงไม่ทราบว่าตรงกันกับเลขหมายฉบับของผมหรือไม่ เกรงว่าต้นขั้วจะไปลงพ้องกับใครเข้า เพราะไม่ได้ลงชื่อจริง
ต่อมาเมื่อได้สอบกับหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง จึงได้แน่ใจว่าได้ถูกรางวัลที่สามในงวดนั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก เพราะยังไม่เคยถูกมาก่อน เวลานั้นการออกสลากยังทำกันที่ศาลากลาง ข้างกระทรวงมหาดไทย และเดือนหนึ่งออกเพียงสามครั้ง
หลังจากได้รับเงินรางวัลตามสลากที่ถูกต้องแล้ว ผมก็เที่ยวตามหาเด็กขายสลากกินแบ่งคนนั้น ซึ่งผมได้สัญญาไว้ว่า จะให้รางวัล แต่ผมยังสงสัยว่า จะจำเค้าหน้าเด็กนั้นได้แม่นยำหรือไม่ คิดว่าหากได้เห็นหน้าอีกครั้งหนึ่งคงจำได้
เดินหาแถวบางลำภูและสะพานผ่านฟ้าหลายเที่ยวก็ไม่พบเด็กคนนั้น ต่อมาอีกสองวันผมได้ไปหาอีกก็คงไม่พบเด็กอีกตามเคย วันหลังนี้ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวค้นหาทางเขาดินบ้าง หลังจากเมื่อหาทางบางลำภูและผ่านฟ้าไม่พบแล้ว ผมจึงเดินไปทางลานพระบรมรูปทรงม้าหน้า พระที่นั่งอนันตสมาคม พอถึงสี่แยกมุมขวาที่จะเข้าสวนสัตว์เขาดินวนา ก็ได้พบเด็กชายอายุประมาณคงไม่เกิน ๑๐ ขวบยืนร้องไห้ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา ห่างออกไปมีเด็กชายอายุประมาณ ๑๒–๑๓ ขวบ ใช้เท้าเขี่ยกระติกที่กลิ้งอยู่ตรงหน้าไปมา เสียงที่พูดอะไรกันผมอยู่ห่างไม่ทันได้ยิน เมื่อเข้าไปใกล้จึงได้ยินแต่เสียงของเด็กที่เล็กกว่าร้องไห้พลางพูดว่า
“ถือว่าโตกว่าชอบรังแกเด็ก แล้วยังไม่พอ ยังเตะกระติกหวานเย็นเขาแตก” แล้วส่งเสียงร้องไห้ ห่างออกไปมีกรรมกรสองสามคนทำความสะอาดสถานที่แถวนั้น หยุดมองดูเพราะเสียงร้องไห้ของเด็ก ผมจึงเดินไปดูแล้วถามว่า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น หนูถึงได้ร้องไห้เสียอกเสียใจอย่างนี้” เด็กร้องไห้พลางบอกว่า
“เขารังแกผมครับ เขาถือว่าตัวโตกว่า”
สิ่งที่ทำให้เกิดเอ็นดูเด็กคนนั้น ก็เพราะแม้แกจะโกรธแค้นถึงกับร้องไห้ แกก็ไม่กล่าวคำหยาบออกมาจากปาก ซึ่งผิดกับเด็กบางคน ถ้าโกรธถึงกับร้องไห้ก็มักจะใช้วาจาหยาบด่าออกมาเพื่อให้แค้น ผมจึงถามว่า
“ใครทำกระติกแตกล่ะหนู” เด็กคนเล็กชี้มือไปทางเด็กที่โตกว่า ซึ่งกำลังจะเดินออกจากที่นั้นไป ด้วยท่าทางหยิ่งยโสตามนิสัยคนพาล
“เขาถือว่าตัวโตกว่า รังแกผมยังไม่พอ ยังเตะกระติกน้ำแข็งใส่หวานเย็นของผมแตก แล้วยังเอาตีนเขี่ยเล่น ผมจึงแค้นใจ เสียใจ เพราะผมไม่รู้ว่าจะไปพูดกับเจ้าของกระติกหวานเย็นเขาว่าอย่างไรดี เขาเคยชมว่าผมเป็นคนดี ไม่เกเรเหมือนเด็กอื่น ผมอายเขา ไม่รู้จะมองหน้าเขาอย่างไร จะซื้อกระติกใช้เขาก็ไม่มีเงิน ผมรับหวานเย็นเขามายังขายไม่ได้ถึงบาท กระติกก็แตก หวานเย็นก็เสียหมด นี่ผมก็คงต้องถูกดุด่าที่ทำให้เขาขาดทุน และเขาคงไม่ว่าผมเป็นคนดีอีกแล้ว คงไม่ให้ผมรับมาขายต่อไป เขาคงไม่รู้หรอกครับว่าผมไม่ได้ทำ ผมบอกเขาคงไม่เชื่อ”
ผมได้ยินเด็กพูดแล้วก็ให้นึกสงสาร เพราะแกพูดอย่างซื่อๆ มองดูหน้าก็รู้สึกว่าจะเคยเห็นมาก่อน
ผมจึงถามแกว่า “หนูไปทำอะไรให้เขาโกรธล่ะ เขาจึงได้รังแกถึงกับเตะกระติกหวานเย็นของหนูแตก” เด็กใช้หลังมือปาดน้ำตาจนแห้งแล้วจึงพูดว่า
“ผมไม่ได้ทำไมเขาหรอก ผมก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อน ทีแรกเขาเข้ามาชวนผมเล่นทายหัวทายก้อนเอาตังกัน ผมบอกว่า ผมไม่มีตัง เขาบอกว่าตังขายหวานเย็นไงล่ะ ผมก็บอกว่าตังขายหวานเย็นไม่ใช่ของผม เป็นเจ้าของหวานเย็นเขา ถ้าขายหมดก็เอาไปส่งเขา แล้วเขาก็คิดเปอร์เซ็นต์ให้ทีหลัง เขาว่าผมไอ้โง่ หักค่าเปอร์เซ็นต์ไว้ก่อนซีวะ ถ้าเอ็งไม่อยากเล่นปั่นแปะหัวก้อน ก็มาเล่นทายเลขท้ายรถยนต์ก็ได้ เอาไหมล่ะ ผมบอกว่าผมเล่นไม่เป็นและไม่อยากเล่น
เพราะยายผมสอนไว้ว่า อย่าเล่นการพนันเพราะการพนันทุกอย่างมันไม่ดี มันเป็นของชั่วร้าย ถ้าใครเห็นเขาเล่นกันที่ไหนก็อย่าไปดูเขา หลีกไปให้ไกล มันมีแต่โทษไม่มีคุณ ถ้าตำรวจมาจับก็จะพลอยถูกจับไปด้วย เขาเห็นว่าผมไม่ยอมเล่นด้วยก็โกรธ พูดว่าอ้ายนี่ยายสอนนัก กูจะเตะมึง ดูซิว่ายายมึงจะสอนว่ายังไงอีก ว่าแล้วเขาก็เตะผม ผมกำลังถือกระติกน้ำแข็งใส่หวานเย็นอยู่ ผมก็ยกขึ้นรับปิดป้องกัน แต่แล้วกระติกในมือผมก็กระเด็นหลุดจากมือ เพราะถูกเท้าเขาเตะระเบิดแตกกระจาย และเขาก็ใช้เท้าเตะเขี่ยเล่น แล้วก็หัวเราะอย่างชอบใจ ส่วนผมตกใจ ผมมีสตางค์เอาไปให้ยายใช้ก็เพราะอาศัยที่ผมได้ขายหวานเย็น” เด็กพูดแล้วก็น้ำตาไหลออกมาอีก ผมนึกสงสารจึงถามว่า
“บ้านหนูอยู่ที่ไหนล่ะ เห็นหนูพูดถึงแต่ยาย ไม่เห็นพูดถึงพ่อแม่”
เด็กตอบว่า “ผมไม่มีบ้าน พ่อแม่ก็ตายหมด ผมอยู่กับยายๆ ผมถือศีล อาศัยอยู่กับแม่ชีในวัด”
ผมได้ยินเช่นนั้น ก็เกิดนึกได้ว่าความฝันของผม บังเอิญเด็กมีรูปร่างสูงต่ำ ท่าทางมาตรงกันกับเด็กคนนี้ จึงคิดว่าเด็กคนที่ผมฝันก็มีส่วนช่วยให้ถูกรางวัล เพราะถ้าผมไม่ฝันก็คงไม่ซื้อสลากกินแบ่ง ฉะนั้น เด็กคนนี้สมควรมีส่วนรับรางวัลด้วย ส่วนเด็กคนขายที่ผมสัญญาจะให้รางวัลนั้น เมื่อตามตัวพบค่อยให้คราวหลัง เมื่อคิดเช่นนั้นผมก็หยิบเงินออกมาจากกระเป๋า พลางพูดว่า
“หนูไม่ต้องเสียใจ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันจะช่วย เอานี่หนูฉันให้เงินเธอแปดสิบบาท เอาไปซื้อกระติกให้เขา” พูดแล้วก็ยื่นธนบัตรให้เด็กผู้นั้น แล้วพูดต่อไปว่า
“เอาแก้วใส่ในกระติกที่แตกนั่นไปทิ้งเสียในที่ที่ปลอดภัย ถ้าทิ้งไว้จะไปตำเท้าคนอื่นเข้า แล้วเอาเปลือกนอกไปซื้อแก้ไส้ในใส่ใหม่คงไม่แพงนัก ไม่เกิน ๒ - ๓ บาท แล้วเอาไปคืนให้เจ้าของหวานเย็น พร้อมทั้งจ่ายค่าหวานเย็นให้เรียบร้อย แล้วเธอก็เป็นคนดีต่อไป ส่วนเงินที่เหลือเก็บไว้ใช้หรือให้ยายก็ได้ตามใจเธอ”
เด็กน้อยมองดูธนบัตรใบละยี่สิบ เป็นจำนวนสี่ใบ ด้วยสายตาและกิริยาไม่เชื่อตาและไม่เชื่อหู แล้วก็ยื่นมืออกมารับอย่างงงๆ เพราะไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะได้เงินมากเช่นนี้ แกหยิบธนบัตรไปดูและลูบคลำ พอได้สติดวงตาก็แจ่มใสขึ้น แกยิ้มแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ผมแล้วร้องว่า
“โอ ! นี่ผมได้เงินแปดสิบบาทจริงๆ หรือครับ แทบไม่น่าเชื่อเลย ท่านทำไมถึงได้ให้ผมมากเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยมีเงินถึงสิบบาทเลยครับ”
แกมองดูธนบัตรที่กำไว้ในมือ แล้วก็พูดกับตัวเองว่า
“ยายเราคงดีใจมาก เมื่อรู้ว่าเราได้เงินตั้งแปดสิบบาท”
ผมเองเมื่อเห็นกิริยาตื่นเต้นของเด็ก ก็พลอยปลื้มใจ เกิดมีความสุขเกินค่าของน้ำเงินที่ผมมอบให้แก คล้ายกับความดีใจที่ได้ช่วยชุบชีวิตคนไข้ให้ฟื้นจากความตาย เงินของผมได้ให้ถูกจุดของผู้ต้องการ แกกำลังปลื้มใจ และฝันอะไรต่ออะไรตามนิสัยของเด็กพอสมควร แล้วก็หันมาทางผม พูดว่า
“ท่านใจดีเหลือเกิน ผมคิดว่าคงไม่มีใครให้เงินเด็กมากๆ อย่างนี้นะครับ”
ผมยิ้มปลอบใจแกแล้วว่า “คนอื่นเขาอาจให้มากกว่านี้ก็ได้ ถ้าเด็กคนนั้นเป็นเด็กดีมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญูเคารพผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ใหญ่มีความรักใคร่เอ็นดูขึ้น”
เด็กยิ้มอย่างดีใจแล้วว่า “จริงครับ ยายเคยสอนผมอยู่เสมอ ในเรื่องให้ทำความดี อ้อ ! ท่านอยู่ที่ไหนครับ และท่านชื่ออะไรผมเพียงขอทราบเท่านั้น ผมไม่รบกวนท่านอีก ผมอยากรู้จะได้ไปบอกกับยายว่า ท่านเป็นผู้มีบุญคุณให้เงินกับผมมาก เดี๋ยวยายจะสงสัยและเสียใจ นึกว่าผมได้เงินมาโดยทางไม่ดี แต่ผมก็ไม่เคยโกหก ยายไม่ชอบคนทุจริต ยายเคยเล่าให้ผมฟังถึง เสือเปีย และเสืออ้น ที่ถูกแทงตาย และถูกยิงตาย อายุสั้น เพราะหากินในทางทุจริต ยายบอกว่าคนทุจริตตายเร็วกว่าคนธรรมดา”
ผมได้ฟังเด็กพูดเช่นนั้น ก็เกิดสงสารและเอ็นดูมากขึ้นจึงบอกว่า “ชื่อ.......... อยู่ที่ถนน................. ซอย............. บ้านเลขที่.......
ถ้าหนูเข้าไปในซอย ถามชื่อฉันคนในซอยนั้นเขาจะชี้บ้านให้ ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนไปหาฉันซินะ ถ้าช่วยได้ฉันยินดีช่วย”
ผมเห็นกรรมกรทำความสะอาดนั้น มองดูผมอย่างสงสัยคงคิดว่า ทำไมผมจึงให้เงินเด็กขายหวานเย็นมากถึงเพียงนั้น และคงนึกว่าผมอวดเบ่งอวดเป็นเศรษฐี แต่ถ้าเขารู้ว่าผมถูกสลากกินแบ่งรัฐบาลรางวัลที่สาม เขาคงหมดสงสัย
เหตุการณ์ครั้งนั้น เมื่อทบทวนถึงความฝันแล้ว ก็คิดว่าเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น และเด็กคนนั้นก็ไม่ได้ติดตามมาขออยู่ด้วยแม้ว่าผมจะรู้สึกเอ็นดูรักใคร่สงสาร เพราะผมเห็นว่าเป็นคนดี มีนิสัยดี มีความซื่อสัตย์กตัญญู ผิดกับเด็กอื่นที่วิ่งเล่นแถวท้องถนนทั่วๆ ไปก็ตาม แต่ในไม่ช้าผมก็ลืมเหตุการณ์ในครั้งนี้เสียสนิท
เวลาได้ผ่านไปประมาณ ๑ ปี ผมไม่ได้พบเด็กคนนั้นอีกเลย ในเวลานั้นผมมีไร่อยู่ต่างจังหวัด และผมต้องเดินทางไปไร่อย่างน้อยเดือนละครั้ง คือวันสิ้นเดือน เพื่อนำค่าแรงและสิ่งอื่นๆ ไปจ่ายเป็นประจำ
วันหนึ่งผมจำได้ว่าเป็นวันเสาร์ก่อนสิ้นเดือนสองวัน ผมต้องไปเบิกเงินที่ธนาคารตอนเช้า เพราะตอนบ่ายธนาคารปิดและจำเป็นต้องนำเงินไปจ่ายทางไร่ นอกจากจะจ่ายตามปกติประจำเดือนแล้ว ผมยังเบิกเงินไปวางมัดจำซื้อที่เจ้าของไร่ที่อยู่ข้างเคียงกับไร่ของผม เพื่อขยายกิจการให้ใหญ่โตยิ่งขึ้น เงินสดจำนวนมากนี้ผมได้นำมาเก็บไว้ที่บ้าน เพื่อการสะดวกก่อนจะนำไปไร่ในตอนเช้าวันจันทร์ ซึ่งเป็นวันสิ้นเดือนพอดี
ค่ำวันเสาร์นั้นเอง เมื่อผมกลับจากธุระกำลังเดินเข้าซอยกลับบ้าน ผมก็ได้ยินเสียงฝีเท้าคนเดินตามมาข้างหลัง เมื่อเข้าไปถึงกลางซอยก่อนจะถึงบ้านผม ขณะนั้นไม่ค่อยมีคนพลุกพล่าน อากาศย่ำค่ำทำให้มองหน้าตากันไม่ถนัดนัก เพราะซอยนั้นเทศบาลยังไม่ได้ตามไฟ ผมได้ยินเสียงเรียกค่อยๆ พอได้ยินมาจากทางหลังว่า
“ท่านครับหยุดก่อน” ผมชะงักหยุดเดิน เมื่อเหลียวไปเห็นเด็กอายุประมาณ ๑๒–๑๓ ปี เดินตามมา พอมาทันก็ยกมือขึ้นไหว้ ผมจึงถามว่า “เธอมีธุระอะไรกับฉันหรือ” เด็กคนนั้นแสดงกิริยาอ่อนน้อมแล้วพูดค่อยๆ ราวกับกลัวคนได้ยิน และกลัวคนเห็น แกเหลียวดูซ้ายขวาตลอดเวลา และพูดว่า
“มีธุระสำคัญมากครับท่าน จำผมได้ไหมครับ ผมเด็กชายหวานเย็นที่ท่านให้เงินแปดสิบบาท”
ผมพิจารณาดูอีกทีก็จำได้ จึงพูดขึ้นอย่างดีใจว่า “อ้อ ! หนูฉันจำเธอได้แล้ว ดีใจมาก เธอมีธุระอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่า”
เสียงเด็กตอบอย่างระมัดระวังว่า “ไม่มีอะไรต้องรบกวนให้ท่านช่วยเหลือหรอกครับ ผมมาเตือนท่านเพราะท่านมีบุญคุณต่อผม”
ผมชักสงสัยจึงถามว่า “เธอมาเตือนฉันเรื่องอะไร ไหนบอกให้รู้ซิ”
เด็กชักปากสั่นกว่าจะพูดออกมาได้ เสียงที่พูดได้ยินคล้ายเสียงกระซิบว่า “คืนพรุ่งนี้วันอาทิตย์ เวลาตีสี่จะเกิดโจรกรรมขึ้นในบ้านท่าน”
ผมได้ยินเสียงนั้นสะดุ้งย้อนถามว่า “เธอรู้ได้อย่างไรเรื่องสำคัญเช่นนี้”
เด็กตอบว่า “ผมรู้จากคนที่จะมาขโมยบ้านท่าน”
ผมร้อนใจจึงถามว่า “ใคร”
เด็กกระซิบตอบว่า “สลัดดำ”
ผมต้องสะดุ้งเพราะเคยได้ยินชื่อ โจรคนนี้วางแผนการณ์แนบเนียนมาก จึงย้อนถามว่า “มันรู้ได้อย่างไรว่าบ้านฉันมีเงิน”
เด็กกระซิบบอกว่า “คนใช้ คนครัวในบ้านของท่านเป็นสาย และท่านระวังอาหารเย็นจะถูกวางยานอนหลับ แต่อยากจะขอให้ท่านสัญญากับผมสักอย่าง”
ผมสงสัยจึงถามว่า “เธอต้องการให้สัญญาอะไร เธอต้องการเงินหรือ”
เสียงเด็กรุ่นหน้าเศร้าลงว่า “เปล่าครับ ผมไม่ต้องการเงิน แต่อยากขอร้องท่านกรุณาอย่าทำอันตรายแก่สลัดดำ เพราะผมเป็นหนี้บุญคุณเขา ตกลงนะครับท่าน”
ผมนึกติเตียนตัวเอง ที่ตีราคาเด็กคนนี้ต่ำเกินไป จึงรีบรับปากว่า “ตกลง ฉันจะพยายามเพื่อเห็นแก่เธอ”
เด็กหนุ่มดีใจ ตอบว่า “ขอบคุณท่านมาก ผมต้องรีบไปละครับ ถ้าเขารู้เข้าผมต้องตายแน่” พูดแล้วก็รีบเดินทางไปทันที
ผมจึงบอกว่า “เธอต้องกลับมาหาฉันอีกนะ” แต่เด็กเดินออกไปไกลเกินว่า ที่จะได้ยินคำพูดของผมเสียแล้ว สังเกตดูแกกลัวภัย คอยระวังตัวอยู่เสมอ คืนนั้นผมยิ่งนึกก็ยิ่งเห็นจริงว่า ผมเบิกเงินจากธนาคารมาไม่มีใครรู้ นอกจากคนในบ้านเท่านั้น ในบ้านก็มีคุณป้าของผมเป็นผู้ดูแลจัดการในบ้าน นอกนั้นก็มีพวกบ้านไร่ร่างกายแข็งแรง ซึ่งจะเดินทางมาแจ้งถึงการตกลงซื้อขายไร่ข้างเคียง และจะเดินทางกลับไปพร้อมกับผมในวันจันทร์ พวกนี้มีความซื่อตรงและรักใคร่ผมดี
แต่คนรับใช้และแม่ครัว ผู้หญิงสองคนนี้เพิ่งจะมาอยู่ใหม่ยังไม่ถึงสามเดือน และบัดนี้ก็รู้แน่ชัดแล้วเพราะสองคนนี้เองผลัดกันออกนอกบ้านคราวละนานๆ คงนำข่าวการเบิกเงินซื้อไร่ของผมไปบอกพวกโจรอย่างไม่ต้องสงสัย นึกแล้วรู้สึกใจเต้น เพราะผมยังไม่เคยรับเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย แต่ก็เป็นบุญกุศลที่รู้ล่วงหน้าเสียก่อน นี่ก็เห็นจะเป็นความดีของผมที่ได้ให้เงินแก่เด็กขายหวานเย็นเมื่อครั้งนั้น ได้เกิดผลสนองขึ้น ยิ่งคิดผมก็ยิ่งเป็นห่วงเด็กคนนั้นมากขึ้น การที่แกฝ่าอันตรายมาบอกผม ถ้าหากพวกโจรรู้เข้า แกก็คงได้รับอันตรายถึงคอขาดบาดตายแน่ คิดแล้วก็ไม่สบายใจ
ต่อมาเมื่อถึงเวลากำหนดพวกโจรก็มาตามนัด แต่ได้ถูกพวกรักษากฎหมายซ้อนกลจึงจับได้หมดทุถกคน โดยมิได้มีการต่อสู้เกิดขึ้นเพราะเจ้าหน้าที่รู้ตัวอยู่ก่อนแล้ว ไม่ช้าพวกเหล่าร้ายก็ได้รับโทษตามความผิดที่ตนได้ทำไว้ มากน้อยทั่วทุกคน แต่การรับสารภาพย่อมได้รับความปรานีเป็นธรรมดา
หลังจากนั้นผมก็เฝ้าคอยเด็กคนนั้น เข้าใจว่าแกคงจะมาหาแต่ก็ไม่ได้พบอีกเลย คราวนี้ผมมีความร้อนใจ เกิดมีความเอ็นดูสงสารแกขึ้นมา เห็นจะเป็นเพราะแกสร้างความดีโดยป้องกันทรัพย์สินให้พ้นจากโจรภัย เป็นความดีเด่นประจักษ์ในความกตัญญูของแก สิ่งนี้ได้เกิดชักจูงใจผมให้เกิดความรักใคร่และสงสารอันแท้จริงซึ่งผมจะลืมไม่ได้
อีกอย่างหนึ่ง การที่แกช่วยป้องกันทรัพย์สินให้ผมในคราวนี้ เห็นได้ชัดว่าแกมิได้หวังสินจ้างรางวัลสิ่งใดตอบแทน หากว่าเป็นเพราะแรงกตัญญู ถ้าแกหวังสินจ้างแล้วแกคงรีบมาหาผมอีกทันที ผมได้พยายามให้คนไปสืบหาอยากจะพบแก อยากนำมาเลี้ยงดูต่อไป เพื่อตอบแทนความดี แต่ก็หาไม่พบ
ผมออกจะเป็นห่วงในอนาคตของเด็กคนนี้มาก และเริ่มเห็นความดีของแกเพิ่มขึ้น ทั้งๆ ที่แกรู้ดีว่า หากแกมาหาผมแกก็จะได้รับรางวัลในความดีขอความชอบครั้งนี้อย่างแน่นอน แม้แต่ครั้งก่อนซึ่งแกยังไม่เคยทำความดีอะไร ผมก็ยังมอบเงินให้แปดสิบบาท แกย่อมเข้าใจดี นี่แหละเป็นจุดที่ทำให้ผมเพิ่มความรักและสงสารแกมากขึ้น ต่อมาผมคิดว่า ถ้าเราได้อาศัยเจ้าของท้องที่ช่วยสืบหาคงได้ผล ผมจึงของร้องให้เพื่อนผู้เป็นนายตำรวจช่วยจัดการสืบหาให้ เพื่อนผู้นั้นกล่าวเป็นคติว่า
“คุณคิดอุปการะอบรมเด็กข้างถนนอย่างนี้ เป็นบุญกุศลที่ได้ช่วยสังคม หมดความประพฤติชั่วไปได้อีกคนหนึ่ง ทำให้ตำรวจหนักแรงน้อยลง”
ผมจึงบอกว่า “เด็กคนนี้เป็นเด็กดีอยู่แล้ว เพราะได้รับการอบรมจากผู้เป็นยาย แกรู้ดีรู้ชั่ว รู้จักบุญคุณ” เพื่อนนายตำรวจผู้นั้นหัวเราะแล้วพูดว่า
“ผมเชื่อ เท่าที่แกทำไปนั้น ก็แสดงว่าแกเป็นเด็กดี เด็กที่อยู่ในสภาพเช่นนี้หาเด็กดีไม่ได้ง่ายๆ แต่สิ่งแวดล้อมนี่ซิครับ ความคับแค้น ความทุกข์ยากลำบาก ความจำเป็นบีบบังคับอาจเปลี่ยนแปลงจิตใจของแกให้เป็นโจรไปได้ คราวนี้แหละจะเพิ่มความยุ่งยากลำบากให้แก่สังคมและการปราบปราม จึงเป็นหน้าที่ของผมช่วยคุณหาเด็กเป็นการป้องกันอาชญากรไปด้วย ได้ทั้งงานราชการและส่วนตัว ผมจึงมีความยินดีและเต็มใจจะสืบหานำเด็กคนนี้มาให้คุณจนได้”
ต่อมาไม่นานนัก ด้วยความสามารถของเพื่อนผมก็นำเด็กคนนั้นมาตามสัญญา เขาเล่าว่าไปพบแกอยู่ในวัดกับท่านสมภาร ผมไม่ทราบจะพูดอะไรดี จึงจะสมกับความดีในครั้งนี้เหมือนได้ลาภอันประเสริฐที่ได้เด็กคนนี้มาอยู่กับผม แต่แล้วผมก็ไม่สบายใจ เพราะสังเกตดูแกเศร้าเหงาๆ อยู่ตลอดเวลา คล้ายกับคนมีทุกข์หนักอยู่ในใจ แทนที่จะดีใจ ผมได้พยายามปลอบโยนให้หายทุกข์ และถามว่าเหตุใด แกจึงไปได้ข่าวจากสลัดดำ แล้วก็เสี่ยงภัยมาบอกให้ผมทราบ แกบอกกับผมว่า แกรู้จักสลัดดำหลังจากยายถึงแก่กรรมด้วยโรคชรา และเริ่มเล่าเรื่องของแก โดยทำตาแดงๆ จะร้องไห้ แกเล่าว่า
“ก่อนจะตาย ยายเรียกผมไปนั่งข้างๆ ที่ยายนอนเจ็บ แล้วยายก็เอามือคลำทั่วหน้าผม เพราะเวลานั้นตาของยายมองอะไรไม่เห็น แล้วยายก็ร้องไห้ ผมเอามือของยายขึ้นไว้บนหัวด้วยความรักนับถือ เพราะผมไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกว่านี้ แล้วผมก็ร้องไห้สงสารที่ยายเป็นห่วงผม”
ยายพูดว่า “อ้ายหนู ยายรู้ดีว่ายายจะอยู่กับเอ็งได้อีกโดยไม่กี่วันแล้ว รักษาตัวไว้ให้ดีนะหลานนะ เอ็งอุตส่าห์อาบเหงื่อต่างน้ำเพื่อหาเงินมาเลี้ยงยายสุจริต ขายทั้งหวานเย็น ล็อตเตอรี่ หนังสือพิมพ์ และลูกโป่ง เอ็งทำทุกอย่างเพื่อหาเลี้ยงยายด้วยความกตัญญู แต่ยายไม่มีทรัพย์สมบัติจะให้เอ็ง ยายมีแต่ศีลธรรมที่ใช้อบรมสั่งสอนเอ็งมาตลอดเวลา เพื่อจะได้ติดตัวปฏิบัติเป็นความดีต่อไป คนเราอาจจะจนทรัพย์สินเงินทอง แต่อย่าให้จนศีลธรรมและความดี มีความกตัญญูรู้คุณ อย่าเนรคุณคน จะมีความเจริญแก่ตัวต่อไป มีศีลธรรมความดีทำให้จิตใจเราสูงขึ้น และมีความสบายใจ ผิดกับความชั่ว มันทำให้จิตใจต่ำเลวและเสื่อมลง ที่สุดก็ต้องอยู่ในความทุกข์ จงจำคำของยายไว้”
ก่อนที่ยายจะจากไปก่อนนี้ยายเป็นห่วงเอ็งมาก นอนตาไม่หลับ คิดว่าถ้ายายตายแล้วเอ็งจะลำบาก จึงฝากท่านสมภารให้ช่วยดูแลสั่งสอนเอ็งต่อไป เอ็งก็โตขึ้นทุกวัน เกรงจะเสียคนเพราะไม่มีคนคอยสั่งสอนตักเตือน เมื่อวันก่อนท่านสมภารมาเยี่ยมยาย ท่านก็รับปากว่าจะช่วยดูแลเอ็งต่อจากยายแล้ว ท่านได้ขอเอาดวงวัน เดือน ปีเกิดของเอ็งไปดู แล้วท่านก็กลับมาบอกยายว่า
“ไม่ต้องเป็นห่วงอ้ายหนูหรอกโยม อาตมาตรวจดูดวงชะตามันแล้ว ดวงของมันว่าจะมีคนอุ้มชู ชุบเลี้ยงอุปถัมภ์มันให้มีความสุขแน่ อ้ายนี่ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ชะตามันดี ทีแรกก็ลำบากบ้าง แต่ต่อไปก็สบาย ตำราของอาตมาไม่เคยผิด”
ยายรู้ว่าท่านสมภารทายแม่นมากไม่เคยพลาด นี่แหละอ้ายหนู ยายจึงบอกว่ายายหมดห่วงแล้ว ถึงจะตายก็ตาหลับ”
และอีกสองวันต่อมายายก็ตายลงด้วยความสงบ และมีสติดี ทางวัดได้ช่วยกันจัดงานศพจนเรียบร้อย ผมมีความอาลัยว้าเหว่มากเพราะเรามีกันสองยายหลานหอบหิ้วไปไหนมาไหนด้วยกัน ตั้งแต่ผมเล็กๆ พอจำความได้ก็เห็นหน้ายายคนเดียวที่เป็นญาติ เราไม่เคยคลาดกันเลย บัดนี้ผมเหลือตัวคนเดียว ยายเคยบอกว่าเราไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้ว ไม่มีใครอีกแล้วที่ผมจะรักเท่ายาย ผมมีความอาลัยและเสียใจ คิดถึงยายมากจนทนอยู่ในวัดไม่ไหว ผมจึงไปหาท่านสมภาร บอกท่านว่าจะลาไปทำงาน เพราะผมติดต่องานเอาไว้แล้ว สมภารท่านเป็นคนใจดี ท่านจึงแนะนำว่า
“ไปทำงานให้คลายความเสียใจ คิดถึงยายสักพักหนึ่งก็ดีเหมือนกัน จะได้ไปพบกับคนที่อุปถัมภ์ค้ำชูเอ็งแต่ชาติก่อน จะได้สบายเสียที แต่เอ็งก็ไม่เคยทำงานที่ไหนมาก่อน อายุของเอ็งก็ยังน้อย หลวงพ่อสงสารเป็นห่วงเอ็งมาก คนเราเกิดมาก็ต้องต่อสู้ยังชีวิตเป็นธรรมดาของโลก แต่เอ็งยังเด็กและยังใหม่ต่อโลก ถ้าครั้งแรกไปพบคนชั่วเป็นตัวอย่าง ประพฤติตามจะติดนิสัยชั่วต่อไป ถ้าไปพบคนดีมีศีลมีธรรม ก็จะได้ตัวอย่างที่ดีติดเป็นนิสัยเช่นกัน หลวงพ่อจะให้คติเหมือนคาถาสักบทหนึ่ง จะได้ท่องให้ขึ้นใจเมื่อยามคับขัน จะได้เป็นเครื่องเตือนใจให้นึกถึงคำของหลวงพ่อท$