ความหลังครั้งหนึ่ง
ถ้าจะนับย้อนหลังจาก พ.ศ. ๒๕๐๓ ไปประมาณสิบกว่าปี ยังจำได้ คืนหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าได้ทราบเรื่องราวของท่านผู้มีอายุผู้หนึ่ง เป็นเรื่องที่ออกจะพิสดารอยู่มาก คืนนั้นอยู่ในเดือนพฤศจิกายน เป็นคืนข้างขึ้นเดือนหงาย เราเพื่อนๆ หลายคนได้ไปดูหนังที่ศาลาเฉลิมกรุง หนังเลิกตอนเที่ยงคืน เมื่อออกจากโรงหนังแล้ว เราชวนกันเดินตามสบายไม่รีบร้อน แล้วมาถึงที่ท่าเรือใต้สะพานพุทธยอดฟ้า ฝั่งพระนคร เพราะนัดกันไว้แล้วว่าจะไปลงเรือ ซึ่งเป็นองค์กฐินที่จอดคอยอยู่ที่ท่าใต้สะพานใหม่ กำหนดออกเรือเวลาประมาณตีหนึ่ง
หลังเที่ยงคืน ที่ใต้สะพานมีเรือกฐินจอดอยู่หลายราย ดูข้างเรือมีชื่อของคณะ แน่ใจว่าเรามาไม่ผิดลำแล้ว พวกเราจึงลงไปในเรือกฐิน ก็เห็นมีผู้คนทั้งหญิงชายมากหน้าหลายตา ต่างสนทนากันอย่างสนุกสนานอยู่บนเรือ แล้วเราจึงหาที่นั่งเพราะบางทีอาจจะต้องนอนถ้าง่วง
เมื่อพบผู้ที่รู้จัก เราต่างทักทายปราศรัยกันตามธรรมดาผู้ที่คุ้นเคยมาก่อน ที่ยังไม่รู้จักต่างก็แนะนำให้รู้จักกัน ด้วยดวงหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและกิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อย เพราะว่าจะได้เดินทางไปทำบุญสร้างกุศล ทำความดีร่วมกันทุกคน คืนนั้นตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ท้องฟ้าแจ่มกระจ่าง ไม่มีเมฆหมอกมาบดบังดวงจันทร์ สามารถจะอ่านหนังสือพิมพ์ได้กลางแสงเดือน
เมื่อได้พบกับพวกเจ้าภาพแล้ว เราก็พากันมานั่งที่หัวเรือสนทนากับนายท้ายพลาง มองดูลำน้ำเจ้าพระยา มองเห็นเรือซึ่งแล่นขึ้นล่องตามท้องน้ำ ในยามดึกเดือนหงาย ความสว่างของแสงเดือนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างยิ่งน่าดูน่าชม จิตใจเพลิดเพลินรอเวลาที่เรือจะแล่นออกจากท่า
คืนนั้นสังเกตดูผู้ที่จะเดินไปในงานกฐิน มีทั้งหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ ต่างก็นั่งสนทนากันอย่างสนิทสนม แล้วแต่ว่าใครจะมีเรื่องอะไรมาเล่าสู่กันฟัง พวกผู้ใหญ่ที่มีอายุก็สนทนากันในกลุ่มผู้ใหญ่ มีเรื่องทำบุญถือศีลฟังเทศน์ฟังธรรม ที่วัดไหนดีฟังแล้วเข้าใจง่ายท่านอธิบายจะแจ้ง หรือไม่ก็ที่สำนักไหนสอนทางวิปัสสนากรรมฐาน ทำให้เกิดปัญญามองเห็นทุกข์ได้อย่างจะแจ้ง แล้วก็ยกย่องสรรเสริญอาจารย์วัดนั้นวัดนี้ว่าดี คิดว่าเมื่อกลับจากงานกฐินคราวนี้ ก็จะชักชวนกันไปหาท่าน
ส่วนพวกหนุ่มๆ หวังความสนุกสนานเป็นข้อใหญ่ คุยกันแต่เรื่องหนังเรื่องละคร เที่ยวบาร์เที่ยวบาร์ฮอล ส่วนพวกนักธุรกิจถกเถียงกันแต่เรื่องตลาดการเงิน นับว่าทุกคนต่างก็ได้รับความเพลิดเพลินตามความประสงค์ ในการร่วมทำบุญกันในครั้งนี้ ส่วนข้าพเจ้ากับเพื่อนๆ ก็ขึ้นไปสนทนากับนายท้าย ถามถึงทางที่จะไป และเรื่องของแม่น้ำลำคลอง ซึ่งเป็นความรู้ของนายม้ายโดยตรง
เมื่อมองไปสองข้างลำน้ำ ก็มองเห็นเรือองค์กฐินอีกหลายลำ กำลังเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนออกจากท่าไปยังตำบลต่างๆ กัน เพราะในวันรุ่งขึ้นก็เป็นวันสุดท้ายหมดเขตทอดกฐิน มีเรือบางลำยังไม่ค่อยมีคนลง เพราะได้ยินจากนายท้ายว่าเรือลำนั้นจะออกท่าตอนตีห้า บางลำก็ออกตอนเช้า และเมื่อมองไปทางท้ายเรือองค์กฐินลำที่เราจะไป ก็เห็นเรือปิกนิกที่ใช้เรือยนต์ลากจูงทาสีขาวโอ่อ่า เป็นเรือแบบสองชั้นจุคนมาก เมื่อถามนายท้ายดูว่าเรือปิกนิกลำนั้นจะไปไหน เห็นคนไม่น้อย คงจะออกพร้อมกัน ก็ได้ทราบว่าเป็นขบวนเดียวกัน และเจ้าภาพจัดมาเพราะคนไปมาก
เมื่อมองดูก็เห็นเพื่อนที่รู้จักกันอยู่ในเรือลำนั้น ข้าพเจ้าจึงรีบชวนเพื่อนลงจากเรือยนต์ตรงไปขึ้นเรือปิกนิกสีขาว ซึ่งจอดอยู่ท้ายเรือยนต์ตรงกัน ทันทีที่เห็นเพื่อนเหลือบมาเห็นข้าพเจ้าก็ดีใจ เพราะต่างก็ไม่พบกันมานานแล้ว และไม่นึกฝันว่าจะพบกันในเรือกฐินนี้
เมื่อข้าพเจ้าได้แนะนำให้เพื่อนที่มาด้วยกันรู้จักกับเพื่อนคนนั้นแล้ว เพื่อนผู้มาก่อนจึงเอ่ยขึ้นว่า “มาอยู่เรือลำนี้ดีกว่า ไม่หนวกหูเครื่องยนต์และไม่กระเทือนสะดวกสบาย มีห้องน้ำเสร็จ แต่ว่าไม่มีเหล้ากิน ถ้าจะกินเหล้าต้องไปลำโน้น ลำนี้สำหรับพวกไม่ชอบเอะอะ พวกคุณมาอยู่ลำนี้เถิดจะได้คุยกันสนุกดี ลำโน้นมีแต่พวกขี้เหล้า จะพูดอะไรกันก็ไม่ค่อยได้ยิน คนเมาพูดกันไม่รู้เรื่อง เรือพ่วงลำนี้มีเครื่องสายและนักร้องหญิงมีชื่อ ร้องเสียงหวานไพเราะ ส่วนในเรือยนต์นั้นมีแต่รวงซึ่งเลิกจากโรงหนังมาสมทบด้วย”
ตกลงคืนนั้นพวกเราชอบสงบ ไม่ชอบดื่มได้ย้ายมาอยู่เรือปิกนิกแทนที่จะอยู่เรือยนต์ดังที่ตั้งใจไว้เดิม ทราบว่าเจ้าภาพจัดเรือสีขาวสองชั้นสำหรับปิกนิกลำนี้ไว้เป็นพิเศษ เพราะมีผู้ที่มีอายุไม่ชอบดื่มสุรายาเมาและเสียงเอะอะของคนเมา นอกจากนั้นยังมีพระสงฆ์ร่วมเดินทางไปในทางนี้ด้วยสามองค์ จึงนับได้ว่าเรือลำนี้มีความสบาย แต่คงไม่ค่อยสนุกสนานเหมือนเรือที่มีสุรายาเมา
ขณะที่เรานั่งสนทนากันอยู่บนเรือชั้นบน ซึ่งสะอาดเรียบร้อย ก็เห็นพวกเจ้าภาพได้ลำเลียงเสบียงอาหารมาลงเรือแบ่งทำครัวสองแห่ง ลำเรือยนต์นั้นคงมีพิเศษทั้งเหล้าและเบียร์ สำหรับเรือปิกนิกคงจะมีแต่เพียงน้ำหวานแทน ในไม่ช้าพอได้เวลาตามกำหนด เรือออกจากท่าทิ้งเชือกพ่วงจูงเรือปิกนิกเป็นระยะห่าง พอที่จะได้ยินเสียงเอะอะจากเรือยนต์ลำหน้ามารบกวนความรู้สึกได้น้อยลง เราพากันมานั่งที่หัวเรือชมวิวชมแสงจันทร์
เมื่อเรือแล่นผ่านที่ต่างๆ ความเงียบสงัดของยามดึกภายใต้แสงเดือนอันแจ่มกระจ่างราวกับกลางวัน ทำให้มองเห็นทิวไม้เรือนแพและร้านค้าริมแม่น้ำ บางแห่งก็มีเรือข้าวจอดเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่น เสียงขลุ่ยโหยหวนมาแต่ไกล ในยามดึก มีอิทธิพลทำให้จิตใจชุ่มชื้นขึ้นอย่างประหลาด เราต่างส่ายดูตามท้องน้ำและริมฝั่ง
แต่ก็ไม่วายที่จะแหงนมองดูดวงจันทร์และดวงดาวท้องฟ้า ได้ยินเสียงสุนัขเห่าดังจากฝั่งไกลออกไป คงเป็นของชาวบ้านสวนเห็นแต่ต้นหมากต้นมะพร้าวสูงชะลูดอยู่เหนือต้นไม้อื่นๆ เมื่อต้องกับแสงจันทร์เห็นเป็นสีเขียวแกมดำ มองเห็นศาลาท่าน้ำของวัดซึ่งมีธงจระเข้ปักไว้ที่เสา ๒ ข้าง แสดงว่าวัดนี้ได้ผ่านการรับกฐินไปแล้ว
มองเห็นเรือสำปั้นเล็กๆ ตัดตรงข้ามฟากเห็นหลังคาโบสถ์ ที่ต้องแสงเดือนเป็นประกายระยิบระยับสวยงามยิ่งนัก ทำให้ระลึกถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่ยิ่งของพระองค์ ที่ทรงสั่งสอนสัจธรรมช่วยให้มนุษย์ได้รู้ถึงบาปบุญความชั่วต่างๆ แล้วเราก็ยกมือขึ้นพนมนมัสการระลึกถึง พระพุทธคุณ พระธรรมคุณและพระสังฆคุณ
เมื่อคิดว่าเรากำลังจะไปประกอบกรรมดีก็สบายใจ ไม่ช้าก็ได้ยินเสียงไก่ขัน เราพากันหัวเราะเพราะเจ้าไก่มันคงจะพึ่งตื่นนอน พอเห็นเดือนหงายกระจ่าง คงนึกว่าจวนสว่างแล้วรีบโก่งคอขัน แต่เมื่อขันไปแล้วก็คอยตะแคงหูฟัง เมื่อไม่ได้ยินเสียงตัวอื่นขันรับ ก็นึกว่าตัวเองขันผิดเวลาเสียแล้ว เสียงที่ขันก็เงียบไป
ต่อมาไม่ช้า พวกเจ้าภาพก็นำข้าวต้มกุ้ง ใส่กระทงใบตองใส่ถาดมาแจกทุกคน รู้สึกว่าข้าวต้มกุ้งคืนนั้นช่างอร่อยถึงเครื่องเสียจริงๆ บางคนรับประทานได้ถึง ๒-๓ กระทง หลังจากข้าวต้มกุ้งแล้ว ก็มีส้มเขียวหวานคนละสองผลเป็นของล้างคอ จากนั้นยังมีกาแฟดำที่มีบางท่านต้องการหลังอาหารยามดึกแล้ว พวกเรายังไม่มีใครง่วงนอน เห็นจะเป็นเพราะแสงสว่างของดวงจันทร์ทำให้ตาเราสว่างอยู่ตลอดเวลา
เมื่อเหลียวเข้าไปดูในเรือ เห็นพวกผู้เฒ่าบางท่านเอนตัวลงนอนพักผ่อนกันบ้างแล้ว แต่บางท่านก็ยังสนทนากันอยู่ บางท่านก็นั่งตะบันหมาก เมื่อเราแล่นผ่านสะพานพระราม ๖ มุ่งตรงขึ้นเหนือ แล้วพวกเครื่องสายก็เริ่มบรรเลงขึ้นกลางความเงียบสงัด เสียงเพลงทำให้บรรยากาศของลำน้ำเจ้าพระยาครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้นทันที นอกจากเสียงเครื่องสายซึ่งบรรเลงได้อย่างไพเราะ แล้วยังมีเสียงนักร้องซึ่งได้ยินแต่เสียงก็รู้สึกว่า มีเสน่ห์ดึงดูดผู้ฟังให้เคลิ้มเสียแล้ว
เราจึงชวนกันลงไปข้างล่างในเรือ เพื่อจะดูหน้าตาว่าเป็นอย่างไร เหตุใดเธอจึงมีเสียงไพเราะมีเสน่ห์เช่นนี้ จะสาวหรือแก่ จะสวยสดงดงามเพียงใด เพลงแรกที่เธอร้องคือลาวดวงเดือน ต่อจากนั้นก็เขมรไทรโยค ทุกๆ เพลงที่เธอร้องสะกดให้ทุกคนตรึงนิ่งอยู่กับที่ราวกับเสียงสวรรค์ เธอทำบุญอะไรนะจึงได้มีเสียงไพเราะเช่นนี้
ข้าพเจ้าพยายามมองดูผู้ร้องซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มสาววัยรุ่น ในวงเครื่องสายมีด้วยกัน ๕ คน มีทั้งต้นเสียงและลูกคู่อายุก็เห็นจะไล่ๆ กัน ทั้ง ๕ นาง ต่างก็มีความงดงามหยดย้อยด้วยกันทั้งนั้น ถ้าข้าพเจ้าเป็นกรมการก็คงตัดสินไม่ถูกว่าใครจะงามเด่นกว่าใคร ข้าพเจ้าพยายามดูว่าคนไหนเป็นต้นเสียง แต่ก็ดูไม่ออกเพราะเวลาร้องเธอก้มหน้ามองดูเสื่อทั้ง ๕ คน และไม่เห็นมีคนไหนอ้าปากสักคน ทั้ง ๕ คนนั้น
คนแรกแต่งชุดสีชมภูอ่อน อีกคนหนึ่งแต่งชุดสีตองอ่อน คนที่สามแต่งชุดสีนวล คนที่สี่แต่งชุดสีเม็ดมะปราง และคนสุดท้ายแต่งชุดสีเทาอ่อน เพื่อนข้าพเจ้าซึ่งมองหาคนร้องอยู่เช่นกัน แต่มีไหวพริบดีกว่า แกแอบไปถามคุณป้าที่นั่งข้างๆ วงเครื่องสาย ท่าทางจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีผู้นับถือมาก แกเข้าไปยกมือไหว้อย่างนอบน้อม แล้วถามขึ้นว่า “ผมขอรบกวนถามคุณป้าหน่อยเถิดครับว่าใครเป็นต้นเสียง ร้องไพเราะเหลือเกิน ผมพยายามมองดูไม่รู้ว่าคนไหน เพราะแกก้มหน้าทั้ง ๕ คน มองดูปากก็ดูไม่ออก”
คุณป้าทีแรกเมื่อเห็นเพื่อนข้าพเจ้าเข้าไปพูดด้วย ก็ทำท่าแปลกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นคนอ่อนน้อม ก็ยิ้มรับอย่างอารมณ์ดี เมื่อได้ยินคำถามคุณป้าก็หัวเราะออกกมาได้ แล้วพูดว่า “อ๋อ ก็คนนั้นยังไงคะคุณ คนที่แต่งชุดสีชมพูอ่อนยังไงล่ะ เวลาร้องเพลงไทยเขาไม่อ้าปากกว้างเหมือนเพลงฝรั่งหรอกค่ะ เพราะเพลงไทยเป็นเพลงอ่อนหวานนุ่มนวล ฟังแล้วเย็นใจ แม้ทำนองจะช้าบ้าง”
เพื่อนข้าพเจ้าพูดว่า “ขอบคุณครับคุณป้า ที่กรุณาให้ผมทราบ มิฉะนั้นผมดูทั้งคืนก็ดูไม่ออกว่าใครเป็นต้นเสียง เธอสวยทั้งรูปเสียงไพเราะเป็นพรสวรรค์ แท้ๆ ผมเคยเห็นแต่คนเสียงไพเราะ ส่วนมากรูปร่างหน้าตาไม่ค่อยจะสวยนัก” คุณป้ายิ้มแล้วพูดว่า “รูปธรรม นามธรรม คุณจะให้สวยหมดทุกอย่างก็ต้องทำบุญทำทานให้จิตบริสุทธิ์ อย่าเป็นคนขี้โมโหโกรธง่าย เวลาเกิดก็จะได้ดีพร้อม หน้าตาจะสวยงามตามความปรารถนา ถ้าใครขี้โมโหง่ายเกิดมาจะเป็นคนขี้ริ้วไม่สวยงามตามพระท่านว่า” คุณป้าพูดแล้วก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี
เพลงใหม่ที่บรรเลงขึ้นมาอีกคือตับพระลอ เสียงที่ร้องนั้นไพเราะจับใจมาก คราวนี้ประกอบด้วยการแสดงเดี่ยวจะเข้ ผู้ดีดเป็นหญิงมีอายุแล้ว ฝีมือดีอยู่ในชั้นเลิศ เสียงดนตรี เสียงนักร้อง เดือนที่แจ่มกระจ่างอยู่กลางท้องฟ้า เรือกำลังแล่นอยู่กลางลำแม่น้ำเจ้าพระยาในยามดึก เป็นบรรยากาศที่ส่งเสริมจิตใจให้เคลิบเคลิ้มเหมือนฝัน ความรู้สึกเหมือนเข้าไปอยู่ในวรรณคดียุคโบราณสมัยพระลอ
เสียงอันหวานไพเราะของนักร้องหญิงวัยรุ่นรูปสวยเริ่มขึ้นว่า..........อายุเยาว์แรกรุ่นเจริญศรี พระเพื่อนพี่แพงน้องสองสมร..........ข้าพเจ้านิ่งงันด้วยความซาบซึ้งในความไพเราะของเพลง แต่เมื่อข้าพเจ้าเหลียวไปเห็นชายสูงอายุผู้หนึ่งกำลังเช็ดน้ำตา ข้าพเจ้าเพ่งดูอีกที เพราะไม่เชื่อสายตาตัวเอง ชายผู้มีอายุแล้วจะมาร้องไห้เพราะอิทธิพลของเสียงเพลงเช่นนี้คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ไม่ช้าเครื่องสายแสดงจบเพลงก็หยุดพัก เห็นชายสูงอายุผู้นั้นหลบออกไปนั่งท้ายเรือตามลำพัง
ข้าพเจ้ากระซิบถามเพื่อนผู้ที่ชวนข้าพเจ้ามานั่งเรือปิกนิกว่า “คุณรู้จักลุงคนนั้นไหม เมื่อกี้ผมเห็นแกร้องไห้ เมื่อเสียงเพลงตับพระลอขึ้นตอนชมความงามพระเพื่อนพระแพง ผู้นั้นหน้าเศร้าลงจนมองเห็น” แล้วพูดว่า “ผมรู้จักแกดีครับ แกเป็นญาติกับผม เป็นคนฐานะหลักฐานดีแต่ยังอยู่เป็นโสด ผมเรียกแกว่าลุงแช่ม เป็นคนที่น่าสงสารเพราะชีวิตของแกเคยผิดหวังมาแล้ว แกเป็นคนดีมาก เปิดเผยไม่มีอะไรปิดบัง มีจิตเมตตากรุณาพวกผม พี่น้องรักลุงแช่มทุกคน ผมจะแนะนำให้คุณรู้จักลุงแช่ม ถ้าได้สนทนากับแกคงจะได้ความรู้สึกดีๆ อีกมาก ถ้าคุณรู้จักลุงแช่มแล้วคุณจะต้องชอบแกมาก มาเถอะผมจะพาไปแนะนำให้รู้จัก”
ว่าแล้วเพื่อนผู้นั้นก็นำพวกเราไปที่ลุงแช่มนั่งเหม่อมองดูดวงจันทร์ และลำน้ำเจ้าพระยาอยู่คนเดียว พอแกเห็นพวกเราตรงเข้าไป แกก็ละสายตาจากทัศนียภาพเหล่านั้น หันมามองดูอย่างสงสัย เพื่อนผู้นั้นจึงแนะนำขึ้นว่า “คุณลุงครับ นี่เพื่อนๆ ผมอยากจะรู้จักลุง เพื่อนคนนี้เป็นคนนิสัยดีครับ เขาอยากสนทนากับคุณลุง เราเคยเรียนอยู่ในโรงเรียนชั้นเดียวกัน ก่อนจะสำเร็จออกมาแล้วเราก็ไม่ได้พบกันมานาน เพิ่งจะได้พบกันคืนนี้แหละครับ”
ลุงแช่มแกยิ้มอย่างอารมณ์ดี ความเศร้าและน้ำตาเมื่อครู่นี้หายจากดวงหน้าไปหมดแล้ว คล้ายกับเด็กที่ร้องไห้แล้วก็หัวเราะได้ในระยะเวลาใกล้กัน แกพูดขึ้นว่า “นั่งลงเถิด มีอะไรอยากสนทนาว่าไปเลยตามสบายไม่ต้องเกรงใจ” ข้าพเจ้ายกมือขึ้นไหว้เป็นการแสดงความเคารพและขอบคุณแก แล้วก็พยายามพูดถึงเรื่องอื่นๆ ในงานกฐินพอสมควรแล้วจึงวกไปถามว่า
“คืนนี้เครื่องสาย และนักร้องเสียงไพเราะดีเหลือเกิน เสียงหวานเย็นชุ่มชื่นดีจริงๆ เมื่อก่อนผมไม่เคยสนใจในเพลงไทยเลย คิดว่ามันยืดยาวกว่าจะร้องกว่าจะลงมันไม่ค่อยทันใจ แต่เดี๋ยวนี้ผมรู้แล้วว่าเพลงไทยสำหรับคนไทยดีกว่าเพลงสากลมาก ในเรื่องความไพเราะนุ่มนวล เพลงสากลเร็วจังหวะร้อนแรงไม่เหมาะสมแก่สังคมชาวไทยเรา โดยเฉพาะพวกวัยรุ่นย่อมจะเป็นภัยเมื่อไปลุ่มหลงงมงายไม่มีสติยับยั้งชั่งจิตใจ”
คุณลุงยิ้มอย่างอารมณ์ดีแล้วพูดว่า “เพลงไทยคืนนี้เพราะมาก ลุงชอบมานานแล้วและลุงก็ดีใจที่พวกคุณชอบเพลงไทย เพลงไทยเป็นเพลงที่ฟังแล้วเยือกเย็นไพเราะ เข้าถึงจิตใจอย่างลึกซึ้งยิ่งสำหรับคืนนี้เครื่องสายวงนี่เขาดีเหลือเกิน จะเข้ดีดได้อย่างไพเราะมาก คนร้องก็เสียงดีเหมาะเหลือเกินกับคืนเดือยหงายอย่างนี้ และเรือแล่นอยู่กลางแม่น้ำในคืนดึกสงบ เสียงเพลงลาวเจริญศรีชมความงามของพระเพื่อนพระแพง ฟังแล้วมันเข้าไปถึงยังส่วนลึกของจิตใจของลุง จี้ความรู้สึกเก่าๆ ให้กลับมาอีก บรรยากาศแวดล้อมทำให้จิตเคลิ้มเหมือนฝัน
ความรู้สึกคล้ายกับวิญญาณล่องลอยถอยหลังกลับไปอยู่ยุคสมัยในวรรณคดี เหมือนกับตัวเองเป็นพระลอมองเห็น พระเพื่อนพระแพงงดงามหยดย้อยกว่าสตรีอื่นในโลกสมัยนั้น ลุงต้องหลั่งน้ำตาออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว นี่เป็นความรู้สึกของลุงที่เกิดขึ้น เมื่อได้ยินเสียงขับร้องในเรื่อง “พระลอ” ข้าพเจ้าได้ยินลุงแช่มเล่าถึงความรู้สึกในเสียงเพลง ก็อยากจะทราบเบื้องหลังชีวิตของแก จึงพูดขึ้นว่า “คุณลุงคงจะมีเรื่องอะไรสนุกๆ เล่าให้พวกผมฟังบ้าง ถ้าไม่เป็นการรบกวน ผมอยากทราบเรื่องชีวิตของคุณลุง เพราะได้ทราบว่าคุณลุงอยู่เป็นโสดตลอดมา เบื้องหลังชีวิตของคุณลุงคงจะมีอะไรเกี่ยวกับเสียงเพลง”
ข้าพเจ้าเห็นได้ชัดเจนจากแสงเดือนที่ส่องลงมาต้องหน้าลุงแช่ม รู้สึกว่าแกหน้าเศร้าลงถนัดพลางแกก็พูดขึ้นช้าๆ ว่า “ลุงไม่ขัดข้องหรอก ตอนนี้เครื่องสายเขาก็พักผ่อนกันแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้แตรวงลำนั้นเขาบรรเลงสลับกัน เรือก็คงจะเดินทางไปตลอดรุ่ง เราคงจะมีเวลาคุยกันอีกนาน ถ้าไม่ง่วงนอนเสียก่อน”
ข้าพเจ้าบอกว่า “เดือนหงายๆ อย่างนี้ไม่ง่วงนอนเลยครับ คุณลุง” และเพื่อนๆ ที่ล้อมวง อยู่ด้วยต่างก็ช่วยกันสนับสนุน
ลุงแช่มพยักหน้าอย่างคนอารมณ์ดีแล้วพูดว่า “จะให้ลุงเล่าเรื่องอะไรล่ะ อยากจะรู้ว่าทำไมลุงถึงน้ำตาไหล เมื่อได้ฟังเพลงตับพระลอ ชมความงามพระเพื่อนพระแพงหรือ”
ข้าพเจ้าจึงพูดว่า “ผมอยากทราบตลอดแหละครับคุณลุง ประวัติของคุณลุงที่อยู่เป็นโสดมาตลอด และที่ได้ยินเสียงเพลงน้ำตาไหลคงเป็นเพราะคุณลุงนึกถึงอดีต เพื่อนผมเขาบอกว่าคุณลุงเป็นคนเปิดเผยใจดีจิตใจสูง ผมจึงได้กล้ามาขอร้องคุณลุง มิฉะนั้นก็คงไม่กล้าพูดกับคุณลุงเช่นนี้”
เมื่อข้าพเจ้าพูดจบก็สังเกตดูกิริยาของคุณลุงแช่ม แกยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “ขอบใจที่ยอลุง ความจริงไม่มีความลึกลับอะไรหรอก มันเพียงชั่วเวลาของชีวิตที่ผ่านจากเด็กมาสู่ความเป็นหนุ่ม แล้วมาสู่วัยกลางคน แล้วก็ถึงวัยชรา ทุกคนที่มีวัยชราแล้วจะต้องผ่านชีวิตที่มีความหลัง นับแต่อายุ ๒๐ ปี ถึงอายุ ๔๐ ปี เป็นเวลาผ่านที่สำคัญที่สุดในชีวิต เพราะเริ่มจะมีความรับผิดชอบช่วยตัวเอง ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ทั้งปัญหาครอบครัวและการงานทั้งยากและง่าย
บางคนก็ต้องต่อสู้กับความทุกข์ยากลำบากนานาประการ บางคนก็ประสบกับความสุขความเจริญรุ่งเรือง บางคนก็มีอำนาจวาสนารุ่งโรจน์ บางคนก็ตกเป็นอาชญากร วิถีชีวิตของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน สุดแท้แต่ผู้ใดประกอบกรรมดีหรือกรรมชั่วเป็นต้นเหตุ
เมื่อวัยผ่านปีที่ ๔๐ ไปแล้ว ถ้าเราไม่เข้าไปยุ่งในทางโลกให้มาก เข้าหาหลักธรรม ปฏิบัติในศีลสัตย์ ความหลงงมงายก็ค่อยๆ เบาบางลงพ้นทั้งเรื่องปัญหาและความยุ่งยากต่างๆ ที่สุดก็มาถึงความชราและความตายเป็นการจบฉาก แต่สำหรับชีวิตการต่อสู้ของลุงนั้น ออกจะแปลกประหลาดกว่าคนอื่นที่อยู่ในยุคเดียวกัน นับแต่เมื่อลุงเริ่มเข้าศึกษาวิชาความรู้ในโรงเรียน ได้พบปะกับเพื่อนฝูงที่มีวัยเดียวกัน และครูบาอาจารย์ ความรู้สึกต่างๆ ก็ผ่านเข้ามาตามที่ได้ยินได้ฟัง
ตอนเมื่อสมัยลุงเป็นนักเรียนนั้น ทางโรงเรียนมีครูที่เป็นพระภิกษุสอนหนังสือตามชั้น และสอนศีลธรรมอบรมจิตใจ พระภิกษุที่เป็นชาวอีสานก็บรรยายถึงภูมิประเทศ ก็ยกย่องภูมิลำเนาของท่าน ดินฟ้าอากาศ ลำน้ำโขง และลำแม่น้ำชี ทั้งประเพณีของชาวเมืองทางอีสานก็มีส่วน
พระภิกษุผู้เป็นชาวภาคเหนือก็บรรยายถึงชีวิตของชาวเหนือ บรรยายถึงลำน้ำแม่ปิง วัง ยม น่าน บรรยายถึงความสวยสดงดงามของขุนเขาดอยสุเทพฯ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์เชิดชูเชียงใหม่ความสวยงามของสาวชาวเหนือ ประเพณีและวัฒนธรรมที่สูงส่ง นิสัยใจคอและความเป็นอยู่ของชาวเหนือ เวลานั้นลุงรู้สึกว่าตัวเองเคลิบเคลิ้มไปตามคำบรรยายของพระภิกษุผู้เป็นครู นับตั้งแต่วันนั้นมาลุงก็มีความใฝ่ฝัน มีจิตจดจ่ออยากจะขึ้นไปทางภาคเหนือ มีเมืองแพร่ เมืองน่าน ลำปาง ที่สนใจมากก็คือเชียงใหม่ คิดอยู่ตลอดเวลา
สมัยนั้นรถไฟยัง ไปไม่ถึงต้องไปเรือหางแมงป่องมันบ้าคลั่งมาตั้งแต่ที่ปากน้ำโพ การเดินทางกินเวลาเป็นเดือนๆ แต่ลุงก็นึกเสมอว่า วันหนึ่งข้างหน้าลุงจะต้องเดินทางไปในทางภาคเหนือให้ได้ ไม่ว่าจะไปทางเรือรถ ไม่ว่าจะสบายหรือลำบากสักเพียงใด ลุงได้ไต่ถามถึงการเดินทางจาก พระภิกษุผู้เป็นครูรูปนั้น ก็ได้ความว่า เป็นการเดินทางที่ทุรกันดารมาก ลุงก็ได้แต่นึกฝัน เพราะยังเป็นเด็กเกินไป
เวลาผ่านไปจนลุงเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่ก็ไม่เคยลืมความตั้งใจที่จะเดินทางขึ้นไปนครเชียงใหม่เลย เวลานั้นรถไฟยังสร้างทางไปไม่ถึงนครเชียงใหม่ ไปสุดทางแค่นครลำปางและกำลังวางรางต่อไป แต่ต้องล่าช้ามาก เพราะยังติดการระเบิดถ้ำขุนตาลเพื่อทำทางเป็นอุโมงค์ให้รถผ่านไป แต่จิตใจของลุงคิดอยู่แต่ว่าเมื่อไรรถไฟจะไปถึงเชียงใหม่ใจใฝ่ฝันอยู่ตลอดเวลา ยิ่งนานวันความรู้สึกก็ยิ่งทวีมากขึ้น ต่อมาเมื่อรถไฟถึงนครเชียงใหม่ก็เป็นโอกาสที่ลุงจะเดินทางขึ้นไป ตามที่ได้ใฝ่ฝันถึงมาเป็นแรมปี
ต่อมาโชคดีก็มาถึง จำได้ดีว่าลุงได้ออกจากกรุงเทพฯ ในวันอาทิตย์รถไฟออกจากสถานีหัวลำโพง ถ้าจำไม่ผิดก็เป็นเวลาบ่าย ๔ โมง มีเพื่อนฝูงไปส่งกันมากมาย สมัยนั้นยังไม่ค่อยมีใครเดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เพราะรู้สึกว่าไกลมากไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ เพื่อนฝูงของลุงทุกคนยังไม่เคยมีใครไปมาก่อนเลย ผู้ที่เดินทางขึ้นล่องก็มีแต่พวกค้าขาย และผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ทางภาคเหนือ หรือข้าราชการเท่านั้น คนธรรมดาน้อยนักที่จะขึ้นไปเที่ยวเชียงใหม่
ลุงได้มีท่านผู้ใหญ่ผู้หนึ่ง ท่านได้มีหนังสือฝากฝังแนะนำให้ไปหาผู้มีชื่อทางภาคเหนือ เมื่อขึ้นไปบนรถไฟสถานีหัวลำโพง ลุงรู้สึกตื่นเต้นที่สุดในชีวิตเพราะความฝันที่จะได้ขึ้นไปภาคเหนือเมืองเชียงใหม่นั่นเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว ประเดี๋ยวรถไฟก็จะพาลุงเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ด้วยความตื่นเต้นดีใจมากจนเพื่อนบางคนก็แอบนินทาว่า
“เฮ้ย นั่นมันจะขึ้นไปหาหอกอะไรกันที่เชียงใหม่น่ะ การงานกรุงเทพฯ ก็มีแต่ไม่ทำ” เพื่อนอีกคนหนึ่งพูดว่า “มันบ้าคลั่งมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนแล้ว” ลุงดีใจเกินกว่าที่จะสนใจในคำเหล่านี้ เมื่อเสียงระฆังได้กำหนด ไม่ช้ารถไฟก็เคลื่อนออกจากสถานีตรงเวลา พวกเพื่อนฝูงต่างโบกมือให้ศีลให้พรพูดจาตลกคะนองกันตามวิสัย
ลุงค้างแรมคืนมาในรถไฟจำได้ดีว่า วันรุ่งขึ้นเวลาเกือบย่ำค่ำรถไฟก็เข้าเทียบชานชาลาเชียงใหม่ เป็นครั้งแรกที่ได้เหยียบแผ่นดินเชียงใหม่ มาเห็นขุนเขาดอยสุเทพอันยิ่งใหญ่มีชื่อในแผ่นดินไทย เมื่อลงมาจากรถไฟก็ยืนหิ้วกระเป๋าเก้ๆ กังๆ มายืนอยู่ที่ชานชาลา สถานี
บ้านที่ลุงจะไปพักอยู่ทิศไหนก็ไม่รู้ เมื่อหยิบจดหมายขึ้นมาดูจ่าหน้าซองถึงตำบลที่อยู่ของผู้ที่จะไปหาแล้วก็ออกมาหน้าสถานี เห็นรถลากสองล้อแบบรถเจ๊กในกรุงเทพฯ ผิดแต่ว่าชาวเมืองเป็นผู้ลากรถจอดเป็นแถว นอกจากรถลากก็ยังมีรถม้าจอดคอยคนโดยสารอีกข้างหนึ่ง ต่างก็เสนอจะเป็นผู้พาไปตามที่ลุงบอก เมื่อพูดกันแล้วปรากฏว่า คนเมืองเชียงใหม่พูดภาษาพื้นเมืองทั้งนั้น ฟังออกบ้าง จึงพอจะรู้เรื่อง
แต่บังเอิญ มีคนพูดไทยภาคกลางได้ดี คงจะเคยอยู่กรุงเทพฯ มาก่อน ลุงจึงตกลงนั่งรถคันนั้น อากาศในย่ำค่ำวันนั้น รู้สึกว่าจะมีหมอกและชักจะเย็น มองดูเห็นดอยสุเทพซึ่งอยู่ข้างหน้ามัวๆ ถนนเชียงใหม่เวลานั้น เห็นจะมีแต่เกวียนเทียมด้วยวัวเป็นพาหนะขนส่ง บรรทุกสินค้าจากตู้รถไฟทุกอย่างที่ไปจากรุงเทพฯ ส่งตามร้าน และบรรทุกข้าวเปลือกจากนอกเมืองส่งตามโรงสี ได้ยินแต่เสียงล้อเสียดสีกับเพลา ดังอ๊อดๆ แอ๊ดๆ และเสียงกระดิ่งที่ผูกคอวัวอยู่ตลอดเวลา
ทั้งเสียงคนขับก็ร้องเร่งด่าวัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งเสียงคนขับก็ร้องเร่งด่าวัวเป็นคำเมือง เหมือนมันรู้ภาษาคนและไม้หวดลงไปที่หลังวัว ที่ก้นวัว จากนั้นก็มีรถลากและรถม้าเดินขวักไขว่อยู่ตามถนน นานๆ จะเห็นรถยนต์ผ่านมา เห็นชาวเมืองนุ่งซิ่นสีต่างๆ เกล้ามวยแบบหญิงญี่ปุ่น ปักดอกกุหลาบบนผมหาบของเดินเป็นทิวแถว
มันเป็นภาพที่แปลกตาและตื่นเต้นสำหรับลุงมาก เสียงผู้คนที่สัญจรไปมา พูดจาปราศรัยกันฟังดูสำเนียงมันช่างไพเราะอย่างยิ่งสำหรับลุง เห็นพระหรือเณรออกมาทานอาหารในเวลาเย็นค่ำตามร้านขายอาหาร นอกนั้นยังเห็นพระขี่ม้าห้อไปตามถนนก็แปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเห็นบ้านที่จะไปพักพบแล้ว ลุงก็เข้าไปแนะนำตัวเอง และนำจดหมายที่ผู้ใหญ่ฝากไปให้ ท่านเจ้าของบ้านซึ่งเป็นผู้มีอันจะกิน ท่าทางใจดีเขาเรียกกันว่า “พ่อเลี้ยง”
ท่านได้ต้อนรับลุงเป็นอย่างดี และให้ลุงถือเสมือนบ้านของท่านเป็นบ้านของลุงเอง ซึ่งลุงรู้สึกว่าเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ท่านเจ้าของบ้านได้บอกว่าได้รับจดหมายจากกรุงเทพฯ และให้คนไปรับที่สถานีแล้ว แต่เนื่องด้วยไม่เคยรู้จักตัวมาก่อน เลยไม่รู้ว่ามาหรือเปล่า ลุงบอกกับท่านว่าลุงไม่นึกว่าจะมีคนไปรับ เมื่อรถไฟเข้าเทียบสถานีแล้ว ลุงก็รีบออกมาขึ้นรถลากตรงมาหาบ้านทันที ซึ่งชื่อของเจ้าของบ้านมีคนรู้จัก และเสียใจที่ปล่อยให้คนรับไปคอยเก้อ
ตกลงลุงได้พักอยู่ที่บ้านผู้มีพระคุณ ท่านเจ้าของบ้านบอกว่า จะพักอยู่นานเท่าใดก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ หากจะทำงานในเชียงใหม่ ท่านก็จะฝากให้ทำป่าไม้กับชาวต่างประเทศ เพราะเขาต้องการคนที่สำเร็จการศึกษาใหม่ๆ และรู้ภาษาต่างประเทศดี ลุงบอกว่าจะขอเที่ยวสักพักหนึ่งก่อนแล้วจึงจะตกลงใจ บังเอิญลูกหลานของเจ้าของบ้านที่ลุงไปพักนั้นเป็นคนภาคกลาง เพิ่งจะขึ้นมาเชียงใหม่ได้ไม่นานนัก อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกัน ฉะนั้นเมื่อจะไปไหนเราก็ไปด้วยกันอย่างถูกคอ ชายหนุ่มผู้นั้นชื่อ “แจ้ง”
ชีวิตของลุงเวลานั้นมีความชุ่มชื่นคล้ายกับปลาที่ได้แหวกว่ายไปในสายน้ำอันเย็นชื่นฉ่ำ เพราะได้มาถึงดินแดนที่เคยนึกฝันมานานแล้ว เช้าวันหนึ่งเราไปเที่ยวที่ตลาดวโรรส ซึ่ง