เขาว่าที่นี่...เฮี้ยน!
' ไม่เชื่ออย่าลบหลู่...' คำคำนี้เป็นคำที่ทุกคนคงเคยได้ยิน และทราบดีว่าจะใช้คำนี้ก็ต่อเมื่อเจอกับเหตุการณ์ ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ แต่ผู้ที่ได้เจอกับเหตุการณ์นั้น ก็ไม่คิดที่จะพิสูจน์ หรือท้าทาย เพราะสิ่งที่มองไม่เห็นนั้น เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากเข้าไปข้องเกี่ยวมากนัก
สนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินแห่งชาติแห่งใหม่ของประเทศไทย ก็มีเหตุการณ์ที่หลายคนกล่าวขวัญถึง และไม่มีคำอธิบายมากมาย จนกลายเป็นการเล่าขานแบบปากต่อปากในหลายเรื่องราว ซึ่งไม่มีใครยืนยันที่มาที่ไปของข่าวลือเหล่านั้นได้
แต่ก็ไม่มีใครคิดจะหาความจริง หรือพิสูจน์เสียงเล่าลือเหล่านั้นว่า มีจริงหรือไม่ เพราะทุกคนคิดอยู่ในใจเสมอว่า...
ไม่เชื่ออย่าลบหลู่
ตำนานเสาในสุวรรณภูมิ (น่ากลัว)
โ ป ร ด ใ ช้ วิ จ า ร ณ ญ า ณ ด้ ว ย ครับ! !
ตำนานมีอยู่ว่า
หลังจากเปิดสนามบินสุวรรณภูมิได้ไม่นาน มีพนักงานของศุลกากร ที่ทำงานกะกลางคืน มองเห็นหญิงสาวผ่านเข้าออกเสาต้นนี้อย่างผิดสังเกต พนักงานจึงแจ้งให้หัวหน้า รปภ.งานทราบ
หัวหน้างานเห็นความผิดปกติ จึงแจ้งช่างก่อสร้างให้ทำการเคาะ
ปูนที่เสานี้ออกมาหลังจากเคาะออกมาแล้ว ทุกคนถึงกับตะลึง
เนื่องจากว่า สิ่งที่อยู่ในเสานั้น คือ
ศพคนงานหญิงสาวถูกฆ่าข่มขืนแล้วถูกปูนโบกทับติดกับเส าต้นนั้น
หลังจากเอาศพออกมาแล้ว ทางช่างก่อสร้างได้ทำการโบกปูนทับไปให้กลับเหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่ง
*** ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ***
เสาต้นนี้ตั้งอยู่บริเวณห้องทำงานของศุลกากรบริเวณ จุดรับกระเป๋าขาเข้าต่างประเทศ
เมื่อทีมงานได้เข้าไปสำรวจเสาผีสิง พบว่าเสาต้นดังกล่าวอยู่ในห้องขนาดเล็ก ที่ใช้สำหรับเก็บกระเป๋าของชาวต่างชาติที่นำสัมภาระมาฝากไว้ โดยในวันนั้นมีกระเป๋าอยู่ประมาณ 30 ใบ และมีเสาอยู่ตรงกลางห้อง เป็นเสาปูนที่มีรอยโบกทับกันหลายชั้น และมีลังกระดาษครอบไว้
แต่หลังจากที่ข่าวลือเริ่มแพร่ขยายออกไปในวงกว้าง ทำให้มีพนักงานจากส่วนอื่นๆ นำพวงมาลัยมากราบไหว้ประมาณ 4-5 พวง ยิ่งทำให้ภาพของเสาต้นนี้ เฮี้ยนขึ้นหลายเท่า
พนักงานบริษัทท่าอากาศยานไทยรายหนึ่ง เล่าว่าเป็นเรื่องปกติที่การก่อสร้างจะต้องมีคนงานเส ียชีวิต จึงทำให้มีการผูกเรื่องกันไปว่า เสาที่มีลักษณะคล้ายกับการโบกทับหลายชั้น เพราะมีการนำศพของผู้เสียชีวิตมาทิ้ง แล้วโบกทับเพื่อปกปิดความผิด แต่ก็เป็นเพียงเรื่องเล่าเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าถึงความเฮี้ยนในสนามบินอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นบริเวณรันเวย์สนามบิน ซึ่งเดิมที่แห่งนี้เป็นวัดเก่า เป็นวัดประจำชุมชนของคนในพื้นที่ ซึ่งการสร้างรันเวย์ทับวัด เป็นเรื่องที่ชาวบ้านถือกันอย่างมากและในระหว่างการก่อสร้างนั้น ปรากฏว่าคนงานหลายต่อหลายคน เห็นเงาจำนวนมาก เดินกันขวักไขว่บนรันเวย์ แต่เมื่อเข้าไปดูใกล้ๆ ก็ไม่พบใครทั้งสิ้น หรือกระทั่งมีชาวบ้านขอโดยสารรถคนงานออกจากพื้นที่ แต่เมื่อขึ้นรถมาแล้ว กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ขณะที่รถกำลังวิ่ง